วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ ๑๑

การ กำหนดมาตรฐานคุณภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ครูจะต้องทำกิจกรรม ๗ อย่าง
๑.การวิเคราะห์หลักสูตร
 ๒. การวิเคราะห์ผู้เรียน
 ๓.การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย 
 ๔.การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งและสื่อการเรียนรู้ของตนเองและนักเรียน 
 ๕.การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงอย่างรอบด้านและเน้นพัฒนาการ
 ๖.การใช้ผลการประเมินเพื่อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อ พัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ 
๗. การใช้การวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและ การสอนของตน 
จากประเด็นดังกล่าว นักศึกษาจะนำวิธีดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ  (ข้อสอบ ๒๐ คะแนน) ยกตัวอย่างออกแบบการจัดการเรียนรู้
การจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมี ความรู้คู่คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์   และมีวิสัยทัศน์ ที่ดีกว้างไกล   ดังนั้นการจัดการศึกษา จึงมีความจำเป็นและเป็นหน้าที่ที่สำคัญของโรงเรียนที่ต้องจัดการศึกษามีการส่งเสริม และสนับสนุนให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  และมาตรฐานด้านปัจจัยกำหนดให้ครูมีความสามารถในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีหลักการที่สำคัญในการจัดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  มีดังนี้
1.เป็นกระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน  และรู้จักรับผิดชอบด้วยตนเอง
2.มีการเรียนรู้  หรือศึกษาการเรียนรู้ได้จากแหล่งต่าง ๆ  มากมายไม่ใช่ศึกษาหาความรู้จากแหล่งเดียว  หรือเพียงในห้องเรียนเท่านั้น
3.เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ค้นพบด้วยตนเอง
4.เป็นกระบวนการที่มีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี
5.เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อการเรียนของผู้เรียน
6.ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของแต่ละบุคคลจากหลักการดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอย่างมีความสุข

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                                                                         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
แผนการเรียนรู้ที่ 4  การสร้างประสบการณ์สะกดคำ                   เวลา 1 ชั่วโมง
************************************************************************
1. สาระสำคัญ
1.1 คำไทยเกิดจากการนำรูปพยัญชนะ รูปสระ และวรรณยุกต์มาประสมกัน
1.2 การสะกดคำ และประสมคำได้ถูกต้องเป็นพื้นฐานของการใช้ภาษาไทย

2. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
2.1 นักเรียนสามารถสะกดคำโดยนำเสียงและรูปของพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ประสม
เป็นคำและอ่านได้ถูกต้อง
2.2 นักเรียนสามารถสะกดคำโดยนำเสียงและรูปของพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ประสมเป็นคำและเขียนคำได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของภาษา

3. สาระการเรียนรู้
3.1 รูปพยัญชนะ
3.2 รูปสระ
3.3 รูปวรรณยุกต์
3.4 การสะกดคำและการประสมคำช่วยให้เกิดทักษะในการอ่านและรู้จักคำที่มีคำประสมมากขึ้น

4. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ขั้นนำ
1. ครูพานักเรียนทบทวนเรื่องพยัญชนะ  สระและวรรณยุกต์
2. ครูและนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับเรื่องพยัญชนะ  สระและวรรณยุกต์
3. ครูและนักเรียนอภิปรายสนทนาเกี่ยวกับ เรื่องพยัญชนะ  สระและวรรณยุกต์
ขั้นสอน
1.  นักเรียนฝึกสะกดคำ  ฝึกประสมคำ และเขียนตามคำบอกที่ครูบอก
2. ครูสอนให้นักเรียนรู้จักคำในมาตราตัวสะกดต่าง 
มาตรตาตัวสะกดแม่กง เช่น ชง มง ปง ลง
มาตราตัวสะกดแม่กน เช่น ชน มน ขน คน
มาตราตัวสะกดแม่กม เช่น ชม ขม ปม ดม
มาตราตัวสะกดแม่เกย เช่น สวย รวย ซวย มวย
มาตราตัวสะกดแม่เกอว เช่น สาว ลาว ขาว หาว
มาตราตัวสะกดแม่กก เช่น รก บก ดก หก
มาตราตัวสะกดแม่กด เช่น ปด หด สด ลด
มาตราตัวสะกดแม่กบ เช่น ขบ รบ สบ ตบ
3. แนะนำ ชี้แจงให้นักเรียนรู้จักอักษรนำ ซึ่งเป็นอักษรที่มี ห นำ และ อ นำ  เช่น หนู หนา หนี อย่า อยู่ อย่าง อยาก
4. ฝึกให้นักเรียนรู้จักการผันวรรณยุกต์ โดยเริ่มต้นที่นักเรียนรู้จักเครื่องหมายวรรณยุกต์ เช่น เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา ให้นักเรียนรู้จักเครื่องหมายต่าง ๆ  แล้วจึงให้นักเรียนรู้จักคำในมาตราต่าง    ที่เคยเรียนมาแล้วให้นำมาประสมกันและผันวรรณยุกต์  เช่น กาน ก่าน ก้าน ก๊าน ก๋าน    แปน แป่น แป้น แป๊น แป๋น
5. ฝึกให้นักเรียนอ่านคำที่มีคำควบกล้ำ ร ล และเห็นความแตกต่างของคำนั้น ๆ  เช่น รัก ลัก (รัก ที่ ร เป็นพยัญชนะต้นจะมีความหมายถึง การรัก หวงแหน ชื่นชอบ แต่ ลัก ล  เป็นพยัญชนะต้น จะหมายถึงการลักขโมย)
ขั้นสรุป
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปวิธีการสร้างคำใหม่ ตัวสะกดมาตราต่าง    คำที่เป็นอักษรนำ การผันวรรณยุกต์ และคำควบกล้ำ ซึ่งที่สำคัญนักเรียนต้องได้รับการฝึกฝนและการปฏิบัติจริง เป็นการเพิ่มทักษะให้นักเรียนได้เป็นอย่างดี
5. สื่อและแหล่งเรียนรู้
5.1 หนังสือเรียน  เรื่อง  การประสมคำ
6. การวัดและประเมินผล
วิธีการวัดและประเมินผล
1. การสังเกต
A การอ่านคำ
A การร้องเพลง
A ความสนใจในการเรียน
A กระบวนการทำงานของแต่ละคน
2. การตรวจผลงาน
A สมุดงาน/แบบฝึกหัดชุดที่  4
A ใบงาน
เครื่องมือวัดและประเมินผล
A แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน
A ใช้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป

กิจกรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

กิจกรรมที่ ๑๐

เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศไทยให้นักศึกษาอ่านและศึกษาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Internet  Bolg ต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นสรุปวิเคราะห์สังเคราะห์
๑.    กรณีเขาพระวิหารจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ค้นพบปราสาทพระวิหารคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสองค์ที่๑๑ ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ขณะทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงต่างพระองค์ เสด็จไปรับราชการที่มณฑลลาวกาว (อีสาน) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และได้ทรงจารึกปี  ร.ศ. ที่พบเป็นเลขไทย ตามด้วยพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี เป็นข้อความว่า "๑๑๘ สรรพสิทธิ" ต่อมาเมื่อประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีนได้ทำสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๔๗ ในการปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยาม โดยมีความตามมาตรา ๑ ของสนธิสัญญา ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้สยาม ๕๐ ชุด แต่ละชุดมี ๑๑ แผ่นและมีแผ่นหนึ่งคือ "แผ่นดงรัก" ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลสยามในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องของแผนที่ดัง กล่าว
ต่อมาในปี พ.ศ.  ๒๔๘๓ ประเทศฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อประเทศเยอรมนี ทำให้แสนยานุภาพทางทหารลดลง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องดินแดนที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ คืนจากฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสปฏิเสธและมีการเคลื่อนไหวทางทหาร ที่ทำให้เกิด สงครามพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ประเทศไทยได้รับชัยชนะในการรบตลอด ๒๒ วัน กระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจในขณะนั้นเสนอตัวเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และฝรั่งเศสได้ตกลงคืน จังหวัดไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ และ พระตะบองให้กับไทย ตาม อนุสัญญาโตเกียว ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทยอย่างสมบูรณ์ ต่อมาเกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลไทยประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และต่อมาญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ประเทศไทยต้องรักษาสถานะตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้สงครามตามญี่ปุ่น และต้องการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ จึงตกลงคืนดินแดน ๔ จังหวัดให้ฝรั่งเศส ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับไปอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อมาในปี         พ.ศ. ๒๔๙๗ ฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อเวียดนามที่เดียนเบียนฟู ต้องถอนทหารออกจากอินโดจีน ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชตามสนธิสัญญาเจนีวา และไทยได้ส่งทหารเข้าไปรักษาการบริเวณปราสาทพระวิหารอีกครั้ง
ภายหลังกัมพูชาได้รับเอกราช เจ้านโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาสละราชสมบัติเข้าสู่การเมือง ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร และไทยไม่ยอมรับ เจ้านโรดมประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ และในปีต่อมา เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เจ้านโรดมสีหนุได้ฟ้องร้องต่อ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ  หรือศาลโลก ให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยต่อสู้คดีโดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะรวม ๑๓ คน เป็นทนายฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน เนติบัณฑิตแห่งศาลสูงสุด อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้าคณะ กับพวกอีกรวม ๙ คน
กระทั่งวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง ๙ ต่อ ๓ และในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว ๒๐ วัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก และสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต ทั้งนี้คำตัดสินของศาลโลกนั้นเป็นที่สิ้นสุด ไม่มีการอุทธรณ์ การจะนำคดีกลับขึ้นมาพิจารณาใหม่นั้นสามารถทำได้ถ้ามีหลักฐานใหม่และต้องทำ ภายในสิบปี หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเกิด สงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ ปราสาทหินแห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเพียงช่วงสั้น ๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ปีต่อมาก็ถูก เขมรแดงเข้าครอบครอง จากนั้นก็เปิดอีกครั้งจากฝั่งประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๑
๒ กรณีพื้นที่ชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระแก้ว ตราด และกรูด ทะเลในอ่าวไทย
นายกษิต ภิรมย์  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนแรกและคนเดียวที่เพิกถอนหนังสือ เดินทางทุกประเภทของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ติดต่อทางการทูตกับหลายประเทศเพื่อให้ความร่วมมือในการมิให้นักโทษชายทักษิณ ทำร้ายประเทศไทยและยังขอความร่วมมือในการส่งตัวกลับมารับโทษทัณฑ์ในประเทศ ไทย จึงถือเป็นบุคคลอันตรายที่สุดในระบอบทักษิณ ใช่หรือไม่?
แต่ที่น่าจับตามากที่สุดในเวลานี้ กลับเป็นเรื่องผลประโยชน์อันมหาศาลในเรื่องปราสาทพระวิหาร พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร และดินแดนอธิปไตยของไทย  ๑.๕ ล้านไร่ ตลอดจนผลประโยชน์ทางพลังงานในพื้นที่อ่าวไทย ที่ฝ่ายกัมพูชากำลังรุกล้ำอย่างหนัก ซึ่งเชื่อว่า ไม่สามารถที่จะเจรจากับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ยินยอมในเรื่องเหล่านี้ได้
นายกษิต ภิรมย์ เป็นผู้เสนอทางออกเรื่องปราสาทพระวิหารว่า  ให้ทำหนังสือยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาส่งให้ประเทศกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกอัน เป็นที่มาของแถลงการณ์ในข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใน เวลาต่อมา ซึ่งถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าวช่างบังเอิญว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในช่วงหลังไม่ได้เป็นผู้เจรจากับนายฮุน เซน ในเรื่องปราสาทพระวิหารและผลประโยชน์ในอ่าวไทยอีกต่อไป แต่กลับเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ไม่เจรจาเรื่องปราสาทพระวิหารและการรุกล้ำอธิปไตยของไทย แต่กลับไปเจรจาอย่างขะมักเขม้นในเรื่องผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทย ซึ่งดูเหมือนว่าจุดยืนจะไม่เหมือนกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ ตามคำสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ว่า:
         “คิด ว่าความรุนแรงบริเวณเขาพระวิหารจะลดระดับลง อย่าไปคิดว่าเขาพระวิหารจะต้องมีอะไรโต้แย้งกันระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะศาลโลกตัดสินมาตั้งหลายสิบปีแล้วว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ส่วนการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ก็มีส่วนอื่นๆ
        เป็น ความคิดที่เหมือนเป็นพวกเดียวกันกับ นายนพดล ปัทมะ และนายสมัคร สุนทรเวช อย่างไม่ผิดเพี้ยน! ยังมีเรื่องน่าประหลาดใจมากขึ้นไปอีก ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังคงเน้นไมตรีระหว่างประเทศจนมองข้ามการเจรจาเรื่องอธิปไตยในพื้นที่รอบ ปราสาทพระวิหาร มุ่งเน้นการเจรจาเรื่องผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทยแทน ซึ่งมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันกับรัฐบาลหุ่นเชิดเมื่อปีที่แล้ว
นึกถึงข่าวประจานของฝ่ายกัมพูชาที่ระบุว่า ประเทศไทยมีการเจรจาเรื่องปราสาทพระวิหารมาแลกเปลี่ยนปะปนกับผลประโยชน์ทาง ทะเล เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม  พ.ศ ๒๕๕๑ จากหนังสือพิมพ์เดอะ คอมโบเดีย เดลี นายจาม ประสิทธิ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของกัมพูชา ที่ให้สัมภาษณ์ความตอนหนึ่งว่า:
ไทยเป็นฝ่ายที่พยายามโยงกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารเข้ากับผล ประโยชน์ทางทะเลในอ่าวไทยระหว่างการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาไม่เห็นด้วย โดยที่พวกเขา(ไทย) ต้องการโยง ๒ เรื่องเข้าด้วยกัน ดังนั้น หากเราแก้ปัญหาเขาพระวิหาร เราก็ต้องแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนด้วย มันเป็นคนละเรื่องกัน ดูเหมือนว่าขณะนี้ฝ่ายไทยกำลังสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมา ทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น
๓. กรณี MOU43 ของรัฐบาล นายชวนหลีกภัยมีผลต่อการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างไร หากมรการนำมาใช้จะก่อให้เกิดปัญหากับพี่น้องประชาชนในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างไร
นายชวน หลีกภัย ให้สัมภาษณ์กรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๔๓ ว่า ต้องการให้คนที่มีความเข้าใจ และเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวเป็นผู้พูด โดยเฉพาะ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้น และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
สาเหตุที่มีการทำ MOU ดังกล่าว เพราะขณะนั้นมีข้อขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และทั้ง ๒ ฝ่าย พยายามหาข้อยุติร่วมกัน ในการปักปันเขตแดน โดยการปักปัน ก็เป็นไปตามกระบวนการที่ตกลงกันไว้ และแต่ละฝ่ายต้องไม่ละเมิดพื้นที่ จึงยืนยันได้ว่าการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบ
ผม คิดว่า ในระหว่างนี้ หลังจากมีการทำข้อตกลง มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ควรต้องลงไปดูในพื้นที่ และคุยกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย จะทำให้รู้เบื้องหลังบางเรื่อง ผมไม่ได้ทำอะไรให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ สมัยผมไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ทุกอย่างทำเพื่อผลประโยชน์บ้านเมืองทั้งสิ้น และไม่คิดว่าเอ็มโอยู ปี ๔๓ กลายเป็นจำเลยของสังคม มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่คิดเช่นนี้" นายชวน กล่าวว่ากองทัพไม่ประมาท เตรียมพร้อมป้องอธิปไตย เชื่อเขมรไม่พอใจเลื่อนพิจารณา เขาพระวิหาร
4)  กรณี คนไทย ๗ คน ประกอบด้วย สส.พรรคประชาธิปัตย์ (นายพนิต)  ประชาชนหัวใจรักชาติ (นายวีระ สมความคิด นายแซมดิน  นายตายแน่  มุ่งมาจนและผู้ติดตามผู้หญิงอีก ๒ ท่าน) ร่วมกับสส.ไปตรวจพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ในการแบ่งเขต พื้นที่ชายแดน และถูกทหารกับพูชากับจับหรือลักพาตัวไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาในฐานะที่นัก ศึกษาเรียนวิชาสังคม จะนำความรู้มาอธิบายให้นักเรียนของท่านได้รับรู้ข้อมูลอย่างไร  โปรดสรุปและแสดงความคิดเห็น
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันที่ ๗ ม.ค. โดยอ้างหนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ และสื่อท้องถิ่นของกัมพูชา ที่ระบุว่า กอย เกือง โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ออกมาให้สัมภาษณ์โดยยืนยันว่า การพิจารณาคดี  ๗ คนไทยที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำดินแดนของกัมพูชานั้น ไม่มีความเกี่ยวข้อง และถือเป็น "คนละประเด็น" กับเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัมพูชาและไทย
โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา เปิดเผยเรื่องดังกล่าวที่กรุงพนมเปญโดยยืนยันว่า กรณีของ๗ คนไทย ไม่ควรถูกนำมาโยงเป็นเรื่องเดียวกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนบ้านทั้ง ๒ประเทศ เพราะถือเป็นคนละประเด็นที่ต้อง"แยก" ออกจากกัน พร้อมย้ำว่า ในเวลานี้ต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น โดยที่ฝ่ายอื่นยังไม่ควรเข้าไปก้าวล่วง
โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะร้องขอให้มีการอภัยโทษแก่คนไทยทั้ง ๗ คนในภายหลัง หากศาลกัมพูชามีคำพิพากษาความผิดของทั้งหมดออกมาแล้ว
ทั้งนี้ ทางการกัมพูชายังไม่มีการกำหนดวันตัดสินคดีของทั้ง ๗ คนไทยอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่หากศาลตัดสินว่าทั้งหมดมีความผิดจริงในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ก็อาจต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำของกัมพูชาสูงสุดเฉพาะข้อหานี้เป็นเวลานานถึง ๑๘ เดือน

คำถามแสดงความคิดเห็นต่อการเรียนสอน

จุดเด่น
¯ ทำให้การเรียนการสอนน่าเรียนมากขึ้น
¯ ช่วยให้การเรียนการสอนมีสีสันในการเรียนมากขึ้น
¯ เป็นการสอนที่ทันสมัยเหมาะกับยุคสมัยนี้มาก
¯ สามารถนำ weblog มาใช้ในชีวิตประจำวันได้
¯ สามารถนำ weblog ไปใช้และทำสื่อเวลาไปฝึกสอนและในการสอนในอนาคตได้
¯ เป็นการเก็บข้อมูลที่เราอยากให้ใครเข้าไปดูเพื่อที่จะเผยแพร่ได้
¯ การใช้ weblog เหมาะสำหรับครูพันธ์ใหม่อย่างข้าพเจ้าเป็นที่สุด
¯ การสอนแบบที่ใช้ weblog เป็นการสอนที่ไม่น่าเบื่อ มีความสุขในการเรียน
จุดด้อย
¯ การทำ weblog ต้องใช้อินเตอร์เน็ตถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตหรือสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่มีจึงไม่สามารถที่จะทำงานได้
¯ การทำ weblog ไม่ค่อยที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนในวิชาการจัดการในชั้นเรียน
¯ การทำ weblog การลงข้อมูลต้องใช้เวลาในการตกแต่งมาก
ข้อเสนอแนะ
ผู้สอนควรสอนในรายวิชานวัตกรรมทางการศึกษามากกว่าที่จะสอนในรายวิชานี้ แต่ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่ผู้สอนได้สอนดิฉัน เพราะเมื่อก่อนรู้จักมานานพอสมควรแต่ไม่รู้จะใช้งานอย่างไร  เมื่อได้ศึกษาจากอาจารย์ผู้สอนแล้วทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ฉันทันสมัย ภาคภูมิใจ เกิดองค์ความรู้ใหม่ และดิฉันขอสัญญาว่าจะนำความรู้ที่อาจารย์สอนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะนำความรู้ที่ได้ไปสอนผู้ที่สนใจที่จะทำ weblog อีกด้วย สุดท้ายนี้ขอให้ผู้สอนมีสุขภาพกาย และใจที่สมบูรณ์แข็งแรง และประสบความสำเร็จต่อไป เป็นกำลังใจให้ ขอขอบคุณคะ

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ ๙

ปัญหาวัยรุ่นที่ไม่ได้รับการศึกษา
เด็กวัยรุ่นอายุ 16 – 18 ปี ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาไม่รับการศึกษาต่อ ลาออกจากโรงเรียนโดยมีปัจจัยจากปัญหาดังกล่าวคือ เด็กมีการสูบบุรี่ มีคนแย่ๆ ในโรงเรียน เพื่อนมีอิทธิพลในโรงเรียน ทำตามคำชักชวนของเพื่อนๆ เด็กติดยา เด็กมีปัญหาส่วนตัว และเกิดจากแรงจูงใจ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแต่ก็มีปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนเช่นกันโดยเมื่อเราสรุปปัญหาเหล่านี้แล้วเราสามารถสรุปออกเป็น 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ ปัญหาจากครอบครัว และปัญหาทางโรงเรียน เมื่อมีปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาแล้วทำให้เด็กวัยรุ่นไม่มีงานทำได้มีศูนย์ช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นเหล่านี้ขึ้นมาจัดทำโครงการศึกษาเยาวชนท้องถิ่นขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ของเด็กวัยรุ่น เพื่อให้เด็กวัยรุ่นเหล่านี้มีงานทำและมีศูนย์ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ในทุกๆ เรื่อง
การเตรียมตัวออกไปสังเกตการณ์สอน
                ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งก็มาจากตัวครู เช่น ครูไม่สนใจนักเรียน ครูไม่ให้กำลังใจนักเรียนทำให้นักเรียนขาดความนับถือในตัวครู หากเราไปสังเกตการเรียนการสอนในโรงเรียนนี้เราต้องเข้าหานักเรียนถามทุกข์ สุข ของนักเรียนว่าเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าหากว่านักเรียนคนไหนมีปัญหาแต่ก็ไม่กล้าบอกก็คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ห่างๆ และให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นอย่างจริงจัง
คุณสมบัติที่ดีของครู 10 ประการ
1. ความมีระเบียบวินัย
                2. ความซื่อสัตย์สุจริตและความยุติธรรม
                3. ความขยัน ประหยัด และยึดมั่นในสัมมาอาชีพ
                4. ความสำนึกในหน้าที่และการงานต่าง ๆ รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
                5. ความเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม วิจารณ์และตัดสินอย่างมี
               6. ความกระตือรือร้นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความรักและเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
                7. ความเป็นผู้มีพลานามัยที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
                8. ความสามารถในการพึ่งพาตนเองและมีอุดมคติเป็นที่พึ่ง ไม่ไว้วานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยไม่จำเป็น
                9. ความภาคภูมิและการรู้จักทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม และทรัพยากรของ
                10. ความเสียสละ และเมตตาอารี กตัญญูกตเวที กล้าหาญ และความสามัคคีกัน
ทำให้เกิดกับนักศึกษาอย่างไร
                นำคุณสมบัติที่ดีของครู 10 ประการ มาปรับใช้กับตัวเราเมื่อเราทำคุณสมบัติที่ดีของครูที่ 10 ประการนี้ได้ เรามั่นใจได้เลยว่า เราจะต้องเป็นครูที่ดีได้แน่นอน